Click here to read this article in English.
หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีแรกบนแพลตฟอร์ม Substack ผู้อ่านหลายท่านเพิ่งเข้ามาร่วมเดินทางไปกับเราในระหว่างทาง คุณอาจจะได้เห็นรายชื่อบริษัทที่เราให้ความสนใจไปแล้ว แต่อาจจะยังไม่ทราบถึงกระบวนการคิดที่อยู่เบื้องหลังการเลือกหุ้นเหล่านั้น
บทความนี้ได้รวบรวมแนวคิดหลักจากบทความก่อนๆ ของเรามาไว้ด้วยกัน เราจะมาอธิบายให้ฟังว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้หุ้นตัวหนึ่งกลายเป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ ทำไมเราถึงมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นไทยถึงควรค่าแก่การจับตามองอย่างใกล้ชิด และเรามีวิธีการวิเคราะห์ตลอดจนจัดอันดับบริษัทต่างๆ ในกลุ่มหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์อย่างไร
ช่องว่างของบทวิเคราะห์หุ้นไทย
มีบริษัทหลายร้อยแห่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) แต่ความสนใจของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงเท่านั้น ด้วยจำนวนโบรกเกอร์และนักลงทุนสถาบันมากมายที่คอยติดตามศึกษาข้อมูล ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้จึงมักตอบรับและสะท้อนข้อมูลใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับบริษัทขนาดเล็กใน SET และ mai ภาพที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างออกไป หุ้นกลุ่มนี้มักมีปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบาง และแทบจะไม่มีนักวิเคราะห์คอยติดตามจัดทำบทวิเคราะห์รองรับเลย เมื่อมีผู้ให้ความสนใจน้อย ราคาหุ้นจึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงภายในธุรกิจ
หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จึงถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
หุ้นที่ “ไม่มีบทวิเคราะห์” หมายถึงอะไร
เราจะจัดให้หุ้นตัวหนึ่งเป็นหุ้นที่ “ไม่มีบทวิเคราะห์” ก็ต่อเมื่อมีนักวิเคราะห์ติดตามจัดทำบทวิเคราะห์น้อยกว่า 3 ราย โดยคำว่าการติดตามทำบทวิเคราะห์ในที่นี้ หมายถึงการที่นักวิเคราะห์มีการให้คำแนะนำการลงทุน การประเมินราคาเป้าหมาย การทำประมาณการผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงได้มีการตีพิมพ์บทวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
เรากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 3 ราย เนื่องจากความเห็นจากนักวิเคราะห์เพียง 1 หรือ 2 รายนั้นถือว่าน้อยเกินกว่าที่จะนำมาสร้างเป็นประมาณการเฉลี่ย(Consensus estimate) ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์เดียวกันกับที่ Dr. Andrew Stotz, CFA ใช้ในงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเขา
ดังนั้น เมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีนักวิเคราะห์รายที่ 3 เข้ามาติดตามจัดทำบทวิเคราะห์ หุ้นตัวนั้นจะถูกถอดออกจากรายชื่อ Top 50 ในรอบการปรับปรุงข้อมูลรายไตรมาส ครั้งถัดไปทันที แม้ว่าหุ้นตัวนั้นจะยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุนมากแค่ไหนก็ตาม เพราะเมื่อถึงจุดนั้น หุ้นตัวดังกล่าวจะไม่ถือเป็นหุ้นที่ “ไม่มีบทวิเคราะห์”
สิ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้แตกต่าง
หุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำอาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน แต่สำหรับนักลงทุนที่มีความอดทนและมีมุมมองการลงทุนในระยะยาว หุ้นกลุ่มนี้สามารถมอบโอกาสบางอย่างที่หุ้นขนาดใหญ่มักจะไม่มีให้
หุ้นที่ขาดสภาพคล่องและไม่ค่อยมีบทวิเคราะห์รองรับ มักจะซื้อขายกันในระดับราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งส่วนลดดังกล่าวมีโอกาสแคบลงได้เมื่อหุ้นเริ่มมีนักวิเคราะห์เข้ามาติดตามและมีสภาพคล่องปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีการประเมินมูลค่าความน่าสนใจของหุ้นตัวนั้นใหม่
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มนี้มักมาพร้อมกับความเสี่ยง หุ้นอาจขายได้ยากเนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง และอาจมีสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนให้ซื้อขายในตลาดเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ การขาดแคลนบทวิเคราะห์ยังทำให้ข้อมูลต่างๆ มีจำกัด ส่งผลให้ข่าวสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ภายในธุรกิจอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึงการรับรู้ของตลาด ดังนั้น การลงทุนในหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์จึงต้องอาศัยนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง มีการกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนอย่างระมัดระวัง และคอยติดตามสถานการณ์ของบริษัทอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ
ไม่ใช่หุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ทุกตัวที่จะผ่านเกณฑ์
กลุ่มหุ้นของเราจะไม่รวมบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงิน และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ หุ้นทุกตัวในกลุ่มจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดดังต่อไปนี้
มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอย่างน้อย 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ได้รับคะแนนประเมิณการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ในระดับ 3 ดาวขึ้นไปจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
ไม่ถูกขึ้นเครื่องหมายเตือนหรือห้ามการซื้อขายจากตลาดหลักทรัพย์ฯ (เช่น CB CS CC CF หรือ SP)
ผู้สอบบัญชีต้องไม่แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขในงบการเงิน
ไม่มีการถูกกล่าวโทษอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
จาก 300 บริษัท สู่ 50 อับดับ
ในทุกๆ ไตรมาส เราจะทำการประเมินและจัดอันดับกลุ่มหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ราว 300 บริษัท โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ FVMR® ของ A. Stotz Investment Research ซึ่ง FVMR® ย่อมาจาก Fundamentals (ปัจจัยพื้นฐาน) Valuation (การประเมินมูลค่า) Momentum (โมเมนตัม) และ Risk (ความเสี่ยง) ซึ่งล้วนเป็นแหล่งที่มาสำคัญของผลตอบแทนจากการลงทุน
ภายใต้กรอบการวิเคราะห์นี้ เราได้พัฒนา รายการตรวจสอบการคัดเลือกหุ้นของ A. Stotz ขึ้นมา โดยเราได้ทำการศึกษาหุ้นที่มีมูลค่าเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว และค้นพบคุณลักษณะ 8 ประการที่หุ้นเหล่านี้มีร่วมกัน เช่น การเติบโตของยอดขายในระยะยาวที่แข็งแกร่ง อัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ในระดับสูงอย่างยั่งยืน และการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นเราจึงนำปัจจัยเหล่านี้ไปทดสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อค้นหาส่วนผสมที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดตามสถิติในอดีต
จากผลการจัดอันดับรายไตรมาสนี้ เราได้จัดทำบทวิเคราะห์หุ้นด้วย AI สำหรับ 50 อันดับหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ การที่หุ้นติดอันดับสูงๆ สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นตัวนั้นมีคุณลักษณะที่มักจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดจากข้อมูลในอดีต ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงโอกาสที่สูงกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงความแน่นอน เพราะแน่นอนว่าในโลกของการลงทุนนั้น ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ 100%
สามเหลี่ยมการจัดอันดับระดับโลก (World Class Benchmarking)
หัวใจสำคัญในกระบวนการวิเคราะห์ของเราคือ สามเหลี่ยมการจัดอันดับระดับโลก (World Class Benchmarking) ซึ่งจะทำการจัดอันดับแต่ละบริษัทตั้งแต่ระดับ 1 (ดีที่สุด) ไปจนถึง 10 (แย่ที่สุด) ผ่านตัวชี้วัดทางการเงิน 6 ด้าน โดยเป็นการประเมินเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มหุ้นของบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจการเงินกว่า 27,000 แห่งทั่วโลก
ผลการวิเคราะห์นี้จะถูกนำเสนอในรูปแบบของแผนภาพสามเหลี่ยม โดยจุดยอดสูงสุดของสามเหลี่ยมคือ การเติบโตอย่างมีกำไร ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากงานวิจัยของเราพบว่าตัวเลขนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น สำหรับตัวชี้วัดอื่นๆ ที่อยู่ตามลำดับชั้นลงมา จะช่วยเจาะลึกให้เห็นว่าบริษัททำผลงานได้ดีในจุดใด มีจุดอ่อนตรงไหน และสะท้อนให้เห็นว่าผลการดำเนินงานในภาพรวมกำลังปรับตัวดีขึ้นหรือไม่
การประเมินการเติบโต ด้วยมุมมองแบบคิดย้อนกลับ
การวิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่มักตั้งคำถามว่า บริษัทหนึ่งๆ จะสามารถเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน แต่เรายังตั้งคำถามในมุมกลับกันด้วยว่า อะไรคือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้บริษัทเติบโตไปได้มากกว่านี้ แนวทางนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) ตำนานนักลงทุนผู้ล่วงลับที่ว่า “จงคิดกลับด้านเสมอ (Invert, always invert)” โดยไอเดียดังกล่าวจุดประกายขึ้นจากบทสนทนาระหว่าง Alexander Wetterling, CIPM (Founding Partner) และ Dr. Andrew Stotz, CFA
สำหรับแต่ละบริษัท เราจะทำการประเมินข้อจำกัดในการเติบโต 4 ประการ และจัดอันดับจากปัจจัยที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดไปจนถึงน้อยที่สุด ได้แก่
ด้านเงินทุน (Capital) ประเมินว่าธุรกิจมีแหล่งเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตหรือไม่
ด้านการดำเนินงาน (Operations) ประเมินว่าห่วงโซ่อุปทานสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
ด้านตลาด (Market) ประเมินว่ายังมีพื้นที่เหลือให้ธุรกิจขยายตลาดได้อีกมากน้อยเพียงใด
ด้านบุคลากร (People) ประเมินว่าทีมผู้บริหารมีศักยภาพเชิงลึกเพียงพอที่จะนำแผนไปปฏิบัติจริงหรือไม่ ซึ่งสำหรับธุรกิจกงสีหรือธุรกิจครอบครัว จะครอบคลุมไปถึงการประเมินว่าทายาทรุ่นต่อไปพร้อมที่จะเข้ามารับช่วงต่อแล้วหรือไม่
Uncovered Thai Stocks Snapshots จะแสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดแต่ละด้านนั้นส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่ละแห่งอย่างไร และหากข้อจำกัดเหล่านั้นอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ คุณก็อาจจะกำลังค้นพบโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจเข้าให้แล้ว
การใช้ประโยชน์สูงสุดจากงานวิจัยของเรา
รายงานของเราจัดทำขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม โดยมุ่งนำเสนอบทวิเคราะห์ที่อิงตามหลักข้อมูลความเป็นจริง และมีความเป็นกลาง เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นสำหรับนักลงทุน เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการให้คำแนะนำการลงทุน
หากมีบริษัทใดในรายชื่อ 50 อันดับที่เข้าตาคุณ ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม การอ่านคำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ รวมถึงเอกสารสำคัญอื่นๆ บนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) การเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่การพูดคุยกับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ล้วนสามารถช่วยเติมเต็มภาพจิ๊กซอว์ของธุรกิจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ซีรีส์บทความ การเจาะลึกข้อมูล (Reading between the lines) ของเราก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาข้อมูล โดยแต่ละบทความจะทำการเปรียบเทียบรายงาน MD&A ในแต่ละช่วงเวลาของบริษัท เพื่อเจาะลึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และมีประเด็นไหนที่ควรค่าแก่การจับตามอง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมอ่าน แชร์ และกดติดตามตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคุณจะร่วมเดินทางไปกับเราตั้งแต่จุดเริ่มต้น หรือเพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า เราทำอะไร และ ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้
เราตั้งตารอที่จะได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและก้าวเข้าสู่ปีต่อไปของการลงทุนไปพร้อมกับคุณ


