Click here to read this article in English.
ในโลกของนักลงทุนสถาบัน เรามักพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพของตลาด (Market Efficiency) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับทราบกันโดยทั่วไปได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความจริงสำหรับหุ้นกลุ่ม Blue-chip ขนาดใหญ่ เช่น PTT CPALL หรือ SCB ที่คุณต้องแข่งขันกับระบบ High-frequency Algorithm และทีมนักวิเคราะห์จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราขยับออกจากดัชนี SET100 เข้าสู่มุมที่เงียบสงบกว่าในตลาด mai (Market for Alternative Investment) หรือหุ้น Small-cap ใน SET คุณจะเข้าสู่โลกที่แตกต่างออกไป ณ ที่แห่งนี้ หุ้นมักมีการซื้อขายด้วยปริมาณ volume ที่ต่ำมาก ไม่มีบทวิเคราะห์ (Research Coverage) จากธนาคารชั้นนำ และบ่อยครั้งที่ไม่มีข่าวคราวปรากฏให้เห็นเป็นเวลาหลายวัน นี่คือกลุ่มหุ้นที่เราให้ความสำคัญภายใต้กลยุทธ์ Uncovered Thai Stocks
สำหรับนักลงทุนที่มีวินัย หุ้นที่ถูกละเลยเหล่านี้เปรียบเสมือนพรมแดนใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยโอกาส แม้จะมีความเสี่ยงในรูปแบบอื่นๆ แฝงอยู่ แต่หุ้นเหล่านี้ก็มอบโอกาสในการสร้าง Alpha (ผลตอบแทนส่วนเกิน) ที่ไม่สามารถหาได้จากหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการวิเคราะห์อย่างแพร่หลาย
The Illiquidity Premium: ผลตอบแทนสำหรับความอดทน
ในโลกการเงิน สภาพคล่อง (Liquidity) คือความสามารถในการออกจากสถานะการลงทุนได้อย่างรวดเร็วในราคาที่เหมาะสม เมื่อหุ้นขาดสภาพคล่อง หมายความว่ามีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนน้อย สำหรับผู้เล่นสถาบันส่วนใหญ่ นี่คือข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถเข้าลงทุนได้ แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อย สิ่งนี้คือที่มาของ “Illiquidity Premium” (ส่วนพรีเมียมจากความขาดสภาพคล่อง)
เนื่องจากหุ้นเหล่านี้ซื้อขายได้ยากกว่า จึงมักมีการซื้อขายที่ระดับราคาที่มีส่วนลด (Discount) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) โดยพื้นฐานแล้วนักลงทุนจะต้องการอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการติดหุ้น (Stuck in the position)
Premium นี้จะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทเติบโตขึ้น สภาพคล่องปรับตัวดีขึ้น และในที่สุดตลาดจะทำการ Re-rate มูลค่าหุ้นให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นฐานใหม่
Price Discovery: การค้นหามูลค่าในพื้นที่ที่ตลาดมองข้าม
ในตลาดที่มีสภาพคล่อง การค้นหาราคา (Price Discovery) จะมีประสิทธิภาพ แต่ในหุ้นไทยที่ขาดการวิเคราะห์และขาดสภาพคล่อง กระบวนการ Price Discovery มักจะล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้นเลย
หากไม่มีนักวิเคราะห์เขียนบทวิเคราะห์ หรือไม่มีหน้าจอ Bloomberg คอยอัปเดตข้อมูล บริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยพื้นฐานอย่างมหาศาล เช่น การชนะประมูลสัญญาจ้างงานขนาดใหญ่จากรัฐบาล หรือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น (Higher-margin business model) โดยที่ราคาหุ้นอาจไม่เคลื่อนไหวเลยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ในทางกลับกัน ข่าวเชิงลบก็อาจจะไม่สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นด้วยเช่นกัน
การกำหนดราคาที่ผิดพลาด (Mispricing) นี้สร้างโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยได้ทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง กว่าที่ข่าวจะเข้าสู่กระแสหลัก นักลงทุนที่เริ่มก่อนก็ได้สะสมสถานะที่ราคาฐานเดิม (Stale price) ไปเรียบร้อยแล้ว
ปรากฏการณ์ Free Float ต่ำ
ในประเทศไทย บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากเป็นธุรกิจครอบครัว โดยตระกูลผู้ก่อตั้งมักถือหุ้นในสัดส่วน 70% ถึง 80% ส่งผลให้มี Free Float (สัดส่วนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายย่อยเพื่อการซื้อขายในตลาด) อยู่ในระดับต่ำ
โอกาส: มูลค่าจากความขาดแคลน (Scarcity Value)
เมื่อบริษัทที่มี Free Float ต่ำ เริ่มมีผลการดำเนินงานที่ดี การขาดแคลนหุ้นที่มีให้ซื้อขายสามารถนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง (Explosive price action) เนื่องจากปริมาณหุ้นมีจำกัดมาก แม้จะมีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็สามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือปัจจัยสำคัญที่มักนำไปสู่ผลตอบแทนแบบ Multi-bagger หรือหุ้นที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลายเท่าตัว หรือแม้แต่สี่เท่าตัว
ความเสี่ยง: ความผันผวนที่รุนแรง
ในทางกลับกัน Free Float ที่ต่ำหมายความว่า “ทางออก” นั้นแคบมาก หากมีข่าวลบกระทบ ปริมาณผู้ซื้อที่น้อยอาจทำให้ราคาเกิดการ Gap Down อย่างรุนแรง ในบางกรณี ตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจติดเครื่องหมาย “CF” (Caution – Free Float) หากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์การกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อยขั้นต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งระงับการซื้อขายหรือการเพิกถอนออกจากตลาดได้
ความเสี่ยงจากการปั่นราคา (Price Manipulation)
เมื่อปริมาณการซื้อขายต่ำ ความเสี่ยงจากการปั่นราคาก็เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ขาดสภาพคล่องได้ หุ้นที่ถูกละเลยเหล่านี้จึงอาจกลายเป็นเป้าหมายของขบวนการ “Pump and Dump” นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังหุ้นที่ปริมาณการซื้อขายและราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีข่าวทางปัจจัยพื้นฐานมารองรับ
การสร้างความได้เปรียบเหนือกลุ่มสถาบัน
เหตุผลที่น่าจูงใจที่สุดประการหนึ่งในการพิจารณา Uncovered Thai Stocks คือข้อจำกัดทางสถาบัน
กองทุนรวมและนักลงทุนสถาบันต่างชาติส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด พวกเขามักจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท) หรือหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันต่ำกว่าเกณฑ์เฉพาะ
สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนรายย่อยมีข้อได้เปรียบในการเป็นผู้เล่นกลุ่มแรก (First-mover advantage) คุณสามารถเข้าซื้อหุ้นบริษัทที่มีการเติบโตสูงในขณะที่มันยังเล็กเกินไปสำหรับผู้เล่นรายใหญ่ หากบริษัทประสบความสำเร็จและ Market Cap เติบโตขึ้น ในที่สุดมันจะข้ามผ่านเกณฑ์ที่สถาบันต้องนำมาพิจารณาเข้าลงทุน
เมื่อกองทุนขนาดใหญ่เหล่านี้เริ่มสะสมสถานะ พลังซื้ออันมหาศาลจะช่วยสร้างสภาพคล่องและแรงดันราคาขาขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยที่เข้าลงทุนในช่วงแรกสามารถขายทำกำไรได้อย่างมหาศาล
Information Arbitrage: การลงมือทำด้วยตนเอง
ในสภาวะที่ขาดบทวิเคราะห์จากธนาคารและโบรกเกอร์ นักลงทุนมีโอกาสในการทำ Information Arbitrage
ในตลาดไทย สิ่งนี้อาจรวมถึง:
การลงพื้นที่ตรวจสอบหน้าร้านหรือโรงงานของบริษัทเพื่อประเมินกิจกรรมทางธุรกิจ
การเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหารโดยตรง
การวิเคราะห์คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) บนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็น ข้อมูลที่คุณรวบรวมผ่านการสำรวจภาคสนาม (Boots-on-the-ground research) สามารถสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลเหนือผู้อื่นในตลาด
บทสรุปสำหรับนักลงทุนรายย่อย
การลงทุนใน Uncovered Thai Stocks ที่ขาดสภาพคล่องไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกคน ต้องอาศัยความสามารถในการรับความเสี่ยงสูง มุมมองการลงทุนระยะยาว และความมุ่งมั่นในการทำการบ้านอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มองว่าตลาดคือสถานที่ค้นหามูลค่ามากกว่าจะเป็นเพียงที่ซื้อขายตามกระแส (Momentum) หุ้นที่ถูกลืมเหล่านี้มอบโอกาสที่หาได้ยากในการชนะยักษ์ใหญ่ทางสถาบันในเกมของพวกเขาเอง
วัตถุประสงค์ของ Uncovered Thai Stocks คือการให้ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและมีความเป็นกลางเพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้น รายงานของเราจัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เราใช้ A. Stotz Stock Picking Checklist และ World Class Benchmarking ในการเฟ้นหาอัญมณีที่รอการค้นพบ

