Click here to read this article in English.
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ความสนใจของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทยมักกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ สิ่งนี้ทำให้กลุ่มหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์นับร้อยบริษัทถูกมองข้าม และหนึ่งในนั้นคือบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานคร
ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ยืนหยัดคู่สี่แยกปทุมวันมานานหลายทศวรรษ และในปี 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าแห่งนี้ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 16 ล้านคน และหากคุณเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ชื่อเดียวกันนี้ก็จะปรากฏให้เห็นบนถุงข้าวสารยี่ห้อมาบุญครอง ด้วยชื่อเสียงแบรนด์ที่คุ้นหูคนไทยและชาวต่างชาติขนาดนี้ จึงอาจเป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อยที่เรากลับพบว่า MBK ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์
MBK ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 41 จากกลุ่มหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ 300 บริษัท จากการประเมินผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569
7 สายธุรกิจภายใต้ชื่อเดียว
แรกเริ่มเดิมที MBK จดทะเบียนก่อตั้งในชื่อ บริษัท มาบุญครองอบพืชและไซโล จำกัด และหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2533 ในที่สุดบริษัทก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2539
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจหลัก 7 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจศูนย์การค้า โรงแรมและการท่องเที่ยว กอล์ฟ อสังหาริมทรัพย์ อาหาร การเงิน และการประมูลรถยนต์ นอกจากนี้ MBK ยังถือหุ้นในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ สยามพิวรรธน์ (Siam Piwat) ซึ่งเป็นบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์การค้าระดับโลกอย่าง Siam Paragon และ ICONSIAM รวมถึงยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดใน บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) (TCAP) อีกด้วย
ศูนย์การค้าครองสัดส่วนรายได้สูงสุด ตามด้วยธุรกิจข้าวและสินเชื่อ
รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก (จากทั้งหมด 7 กลุ่มธุรกิจ) ดังนี้
ธุรกิจศูนย์การค้า (31%): มีศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK Center) เป็นโครงการหลัก พร้อมด้วยศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค (Paradise Park) พาราไดซ์ เพลส (Paradise Place) และเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ (The Nine Center)
ธุรกิจอาหาร (Food solution) (22%): ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุงภายใต้แบรนด์ มาบุญครอง รวมถึงการรับผลิตข้าวให้กับแบรนด์อื่นๆ และเพื่อการส่งออก
ธุรกิจการเงิน (19%): ให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกัน และสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ โดยการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่นั้น ได้ถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนกับบริษัทย่อยของธนาคารทหารไทยธนชาต เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว (15%): รวมถึงโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส (Pathumwan Princess Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ตลอดจนโรงแรมและรีสอร์ตในจังหวัดกระบี่และภูเก็ต
ธุรกิจอื่นๆ (13%): ได้แก่ ธุรกิจประมูลรถยนต์ สนามกอล์ฟ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย
ที่มา: รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ของ MBK ประจำปี 2568
การท่องเที่ยวชะลอตัว การแข่งขันดุเดือดขึ้น
ธุรกิจศูนย์การค้าและโรงแรมของ MBK พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% สวนทางกับตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศไทยที่ลดลง โดยบริษัทระบุว่าความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำการตลาดแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมมวยไทยและเทศกาลสงกรานต์
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ได้นำพาปัจจัยกดดันใหม่เข้ามา รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของ MBK ระบุว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้มาเยือนศูนย์การค้าลดลง และส่งผลให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมปรับตัวลดลงตามไปด้วย ถึงกระนั้น อัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าเฉลี่ยของธุรกิจศูนย์การค้าก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากนั้น การแข่งขันยังถือเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญ โดยบริษัทระบุว่าการเปิดตัวของศูนย์การค้าแห่งใหม่ๆ รวมถึงการจัดงานตลาดนัดกลางแจ้งในกรุงเทพฯ ถือเป็นความท้าทายหลักที่บริษัทกำลังเผชิญ
จุดที่ MBK ทำคะแนนได้สูงสุดใน รายการตรวจสอบการคัดเลือกหุ้นของ A. Stotz
จาก 8 ลักษณะของรายการตรวจสอบการคัดเลือกหุ้นของ A. Stotz มี 3 ลักษณะที่ MBK ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ได้แก่
บริษัทมีความรัดกุมในการบริหารวงจรเงินสดดีเยี่ยม
บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ในระดับดีเยี่ยมและเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ
บริษัทสร้างการเติบโตของยอดขาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าในระยะยาวได้ดีเยี่ยม
ลักษณะแต่ละข้อล้วนได้มาจากการวิเคราะห์กลุ่มหุ้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัว จากนั้นเราจึงนำมาผ่านกระบวนการทดสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการประเมินผลตัวแปรแต่ละตัว
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งหุ้นมีอันดับสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี แน่นอนว่าในโลกของการลงทุนไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้ เพราะแม้แต่เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นถึง 80% ก็ยังสามารถล้มเหลวได้ในอีก 20% ที่เหลือ
การเปรียบเทียบ MBK ในระดับโลก – World Class Benchmarking
สามเหลี่ยมการจัดอันดับระดับโลก (World Class Benchmarking) ของเราจะจัดอันดับบริษัทเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยให้คะแนนตั้งแต่ 1 (ดีที่สุด) ถึง 10 (แย่ที่สุด) ซึ่งการเติบโตที่มีกำไร (Profitable Growth) ที่อยู่บนจุดยอดของสามเหลี่ยมนั้น ถือเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญที่สุด
อันดับด้านการเติบโตที่มีกำไร (Profitable Growth) ของ MBK ปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับ 10 ในปี 2022 ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในช่วงรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (PTM: อ้างอิงจากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026) ซึ่งถือเป็นผลงานในระดับเวิลด์คลาส
ด้านความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ขยับขึ้นจากอันดับ 9 มาอยู่ที่อันดับ 2 ควบคู่ไปกับ การควบคุมค่าใช้จ่าย (Expense control) ที่ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 9 มาอยู่ที่อันดับ 2 เช่นกัน
ส่วนด้านการเติบโต (Growth) บริษัทยังคงรักษามาตรฐานอยู่ในระดับท็อป 3 มาได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023
หากสามเหลี่ยมการจัดอันดับนี้ดูซับซ้อนในแวบแรกที่คุณเห็น สามารถคลิกอ่าน วิธีอ่านสามเหลี่ยมการจัดอันดับระดับโลก (World Class Benchmarking) ของเรา ซึ่งจะช่วยอธิบายรายละเอียดทีละขั้นตอนในแต่ละระดับให้คุณเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
ข้อจำกัดการเติบโต
ด้านตลาด (ระดับสูง) ศูนย์การค้าแห่งใหม่ยังคงเข้ามาแข่งขันเพื่อแย่งชิงกลุ่มนักช้อปในกรุงเทพฯ ขณะที่ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกำลังเป็นปัจจัยกดดันต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจประมูลรถยนต์ของ MBK
ด้านเงินทุน (ระดับกลาง) ความรัดกุมในการบริหารวงจรเงินสดและการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจ นอกจากนี้ หนี้สินรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังปรับตัวลดลง จากการที่บริษัทเดินหน้าชำระคืนหนี้และภาระผูกพันตามสัญญาเช่า
ด้านการดำเนินงาน (ระดับต่ำ) เนื่องจากธุรกิจหลักต้องพึ่งพาปริมาณผู้มาใช้บริการเป็นอย่างมาก MBK จึงมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังศูนย์การค้า ดังที่เห็นได้จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ด้านบุคลากร (ระดับต่ำ) บริษัทระบุว่าความพร้อมของผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ ทว่าปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อบริหารจัดการประเด็นดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว
แบรนด์ที่คุ้นเคยกับการปรับตัวอย่างไม่หยุดนิ่ง
ชื่อแบรนด์ที่คุ้นเคยอาจถูกมองข้ามได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม MBK ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ บริษัทได้ปรับภาพลักษณ์และจุดยืนของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดี นอกจากนี้ ยอดผู้สมัครใหม่ในลอยัลตี้โปรแกรมอย่าง MBK PLUS ยังเติบโตถึง 41% ในปี 2568 โดยมีร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 1,800 แห่ง คำถามที่น่าสนใจก็คือ การปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะสามารถรักษาความสดใหม่ให้กับแลนด์มาร์กที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มานานหลายทศวรรษ เพื่อดึงดูดใจทั้งนักช้อปชาวไทยและต่างชาติได้ต่อไปหรือไม่
มีข้อมูลส่วนไหนของ MBK ที่ทำให้คุณประหลาดใจบ้างหรือไม่? เรายินดีอย่างยิ่งที่จะรับฟังความคิดเห็นของคุณ
ต้องการเจาะลึกเพิ่มเติมหรือไม่? ซีรีส์ Reading between the lines ของเราจะทำการเปรียบเทียบคำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) ในแต่ละไตรมาสแบบเจาะลึก เพื่อค้นหาว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป และมีประเด็นไหนที่ควรค่าแก่การจับตามอง





