Click here to read this article in English
สำรวจช่องว่างของการจัดทำบทวิเคราะห์ทั่วภูมิภาค
หลายคนอาจเข้าใจว่าตลาดหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียนั้นได้รับการวิเคราะห์และศึกษาข้อมูลมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว แต่ข้อมูลของเรากลับแสดงให้เห็นในทางตรงกันข้าม เพราะแม้แต่ในตลาดที่ได้รับการครอบคลุมจากนักวิเคราะห์มากที่สุดในภูมิภาค บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ก็ยังคงขาดการติดตามการวิเคราะห์อย่างจริงจังอยู่ดี
เราจัดให้หุ้นอยู่ในกลุ่มที่ “ไม่มีบทวิเคราะห์” หากหุ้นตัวนั้นมีนักวิเคราะห์ติดตามน้อยกว่า 3 ราย ซึ่งความหมายของการติดตามในที่นี้คือ การที่นักวิเคราะห์ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมถึงคำแนะนำการลงทุน ราคาเป้าหมาย และประมาณการทางการเงินในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิยามของหุ้นที่ “ไม่มีบทวิเคราะห์” ของเรา
มากกว่า 4 ใน 5 ของบริษัทจดทะเบียนในเอเชีย ถือเป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์
สัดส่วนของหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์นั้นอยู่ในระดับสูงตั้งแต่ 81% ในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาคไปจนถึงระดับ 92% ในประเทศเวียดนาม โดยทุกตลาดที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างของเราล้วนมีสัดส่วนหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์สูงกว่า 80% ทั้งสิ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการขาดแคลนบทวิเคราะห์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบางตลาด แต่กระจายตัวอยู่แทบจะในทุกหนทุกแห่ง
ทำความเข้าใจช่องว่างของการทำบทวิเคราะห์
ทรัพยากรด้านการจัดทำบทวิเคราะห์นั้นมีอย่างจำกัด บริษัทหลักทรัพย์จึงเลือกที่จะทุ่มเทความสนใจไปในจุดที่คุ้มค่าเชิงธุรกิจมากที่สุด นั่นคือกลุ่มหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีสภาพคล่องสูงสุด และมีการซื้อขายหนาแน่นที่สุด ในขณะที่จำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขีดความสามารถในการผลิตบทวิเคราะห์กลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ส่งผลให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กกลายเป็นกลุ่มแรกที่หลุดโผจากการติดตามพิจารณา ซึ่งไม่ใช่เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นธุรกิจที่แย่ แต่เป็นเพราะขาดแรงจูงใจเชิงพาณิชย์มากพอที่จะดึงดูดให้โบรกเกอร์เข้ามาทำบทวิเคราะห์
ความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดคือความได้เปรียบ
การเป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ไม่ได้หมายความว่าเป็นหุ้นที่ไม่สามารถลงทุนได้ แต่มันหมายถึงการเป็นหุ้นที่ยังขาดการวิจัยและเจาะลึกข้อมูลต่างหาก นั่นคือหลักการพื้นฐานที่รายงานยึดถือ และตรรกะเดียวกันนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้กับตลาดทั่วทั้งภูมิภาค ตลาดที่มีช่องว่างกว้างที่สุดเช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไต้หวัน อาจเป็นแหล่งรวมบริษัทจำนวนมหาศาลที่ยังคงรอคอยการค้นพบจากนักลงทุน และแม้กระทั่งประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีการทำบทวิเคราะห์ครอบคลุมมากที่สุดในกลุ่มตัวอย่างนี้ ก็ยังมีบริษัทจดทะเบียนถึง 4 ใน 5 แห่งที่ยังไม่ได้รับการติดตามบทวิเคราะห์อย่างเพียงพอ
เมื่อช่องว่างถูกเติมเต็ม มันมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
การได้รับการจัดทำบทวิเคราะห์มักจะเกิดขึ้นจากจุดกระตุ้นมากกว่าจะเป็นการค่อยๆ สร้างความสนใจไปทีละน้อย บริษัทอาจมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีโดยที่ไม่ได้รับความสนใจเพิ่มเติมเลย จนกระทั่งสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่าง และได้รับการติดตามการวิเคราะห์จากโบรกเกอร์เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงเวลาสั้นๆ เกณฑ์ขีดจำกัดดังกล่าวมักจะผูกติดอยู่กับขนาดของกิจการหรือปริมาณการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนสถาบันหลายแห่งมีข้อจำกัดหรือกฎเกณฑ์ที่ห้ามลงทุนในหุ้นที่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทอาจมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเป็นปีๆ โดยที่ไม่มีแรงซื้อใหม่ๆ เข้ามาเลย
ทว่าเมื่อใดที่บริษัทสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นไปได้ ความสนใจที่ตามมารวมถึงกลุ่มผู้ซื้อที่เคยถูกกีดกันจากข้อจำกัดก่อนหน้านี้ก็อาจหลั่งไหลเข้ามาพร้อมๆ กันในคราวเดียว ดังนั้น นักลงทุนที่ลงมือศึกษาค้นคว้าข้อมูลมาก่อนที่จุดนั้นจะมาถึงย่อมเป็นผู้ที่ครองความได้เปรียบในตลาดนี้แต่เพียงผู้เดียว
ความเป็นจริงของสภาพคล่องต่ำ
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากความเสี่ยง ดังที่เราได้ระบุไว้ในบทความก่อนหน้าเรื่อง “ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลงทุนในหุ้นไทยที่ขาดการวิเคราะห์” โดยธรรมชาติแล้ว หุ้นที่ขาดการวิเคราะห์มักจะมีการซื้อขายที่เบาบาง ปริมาณการซื้อขายที่ต่ำอาจเปรียบเสมือนประตูทางออกที่คับแคบเมื่อทิศทางของตลาดเปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปั่นราคา นอกจากนี้ หุ้นจำนวนมากยังมีการถือครองแบบกระจุกตัวโดยมีครอบครัวผู้ก่อตั้งหรือกลุ่มผู้ถือหุ้นเพียงไม่กี่รายที่ควบคุมสัดส่วนรายย่อยส่วนใหญ่เอาไว้ ซึ่งเป็นการจำกัดจำนวนหุ้นที่สามารถซื้อขายได้อย่างแท้จริงในตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ แต่เป็นเหตุผลที่นักลงทุนควรกำหนดขนาดการลงทุนอย่างระมัดระวัง และเตรียมพร้อมสำหรับการถือครองในระยะยาว
โอกาสที่รออยู่ข้างหน้า
รายงานหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์เป็นเพียงหนึ่งในคำตอบสำหรับช่องว่างนี้ในตลาดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทว่าข้อมูลชุดนี้แสดงให้เห็นว่าช่องว่างในลักษณะเดียวกันนี้ยังคงมีอยู่ในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย การเข้าไปเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวในแต่ละตลาดจึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่เรามองเห็นอยู่เบื้องหน้า


