Click here to read this article in English.
ในโลกแห่งการลงทุน นักลงทุนบางกลุ่มอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งไล่ตามหุ้นเติบโตสูง (High-growth stocks) หรือเกาะกระแสใหม่ๆ ในตลาดแต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) มักมาจากบริษัทที่ดู “น่าเบื่อ” และอยู่ในช่วงอิ่มตัว สำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) (TFMAMA) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
TFMAMA อันดับ 42 จากหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์จำนวน 50 ตัว
แม้ชื่อย่อหลักทรัพย์อาจจะดูไม่คุ้นตาสำหรับคนนอกแวดวงตลาดทุนไทย แต่ผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง “มาม่า” (Mama) กลับเป็นสินค้าหลักทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่แพร่หลาย เสียจนชื่อแบรนด์กลายเป็นคำเรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปโดยปริยาย ถึงกระนั้น TFMAMA กลับเป็นหุ้นที่ธนาคารและหน่วยงานที่ออกบทวิเคราะห์หุ้นหลักๆ แทบไม่ได้จัดทำบทวิเคราะห์ เนื่องจากมีสภาพคล่องในการซื้อขายต่ำ ซึ่งจุดนี้เองที่สร้างโอกาสให้แก่นักลงทุนรายย่อยที่ขยันทำการบ้าน
ภาพรวมธุรกิจ: เป็นมากกว่าแค่บะหมี่
TFMAMA คือผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศสูงถึง 50% ในกลุ่มบะหมี่แบบซองและแบบถ้วย และเกือบ 60% ในกลุ่มเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2515 และได้เติบโตจากผู้ผลิตในระดับท้องถิ่น สู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก
แบรนด์เรือธงอย่าง “มาม่า” คือหัวใจหลักของธุรกิจ โดยบริษัทมีโรงงานหลัก 5 แห่งในประเทศไทย (ศรีราชา ลำพูน ระยอง และราชบุรี 2 แห่ง) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน
ที่สำคัญคือ TFMAMA ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ผลิตบะหมี่อย่างเดียว แต่ยังถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) (PB) ผู้ผลิตขนมปัง “ฟาร์มเฮ้าส์” ซึ่งครองอันดับหนึ่งในตลาดเบเกอรี่ค้าส่งของไทย การบูรณาการธุรกิจทั้งในแนวตั้งและแนวนอนนี้ ช่วยสร้างป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในการป้องกันคู่แข่ง
โครงสร้างรายได้: ขุมพลังหลัก
จากข้อมูลการดำเนินงานล่าสุด รายได้ของ TFMAMA ขับเคลื่อนด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้:
สัดส่วนรายได้แยกตามประเภทธุรกิจ (อื่นๆ 6%):
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูป (61%): เป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์จากแป้งสาลีและแป้งข้าวเจ้า
เบเกอรี่ (24%): รายได้ส่วนใหญ่มาจากเพรซิเดนท์ เบเกอรี่ ซึ่งสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงจากการบริโภคในชีวิตประจำวัน
ขนมปังกรอบ น้ำผลไม้ และบรรจุภัณฑ์ (9%): ครอบคลุมแบรนด์อย่าง “บิสชิน” (Bissin) และ “โฮมมี่” (Homey) รวมถึงการผลิตบรรจุภัณฑ์ใช้เอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนภายใน
ขอบเขตทางภูมิศาสตร์
แม้ประเทศไทยจะยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด (คิดเป็นประมาณ 75% ของรายได้) แต่ภาคการส่งออกคือแหล่งเติบโตใหม่ที่สำคัญ ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) นอกจากนี้ บริษัทยังมีฐานการผลิตในต่างประเทศทั้งในฮังการี บังกลาเทศ กัมพูชา และเมียนมา เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และความเสี่ยงทางการค้าระดับภูมิภาค
ผู้เล่นเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้านทานเศรษฐกิจถดถอย
อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมักถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession-proof) ในทางเศรษฐศาสตร์ บะหมี่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าด้อย (Inferior goods) ซึ่งความต้องการมักจะเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคหันมาลดค่าใช้จ่ายจากมื้ออาหารราคาแพง
ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น (แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม) และค่าบรรจุภัณฑ์ คือปัจจัยลบสำคัญในปี 2569 อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่สินค้าระดับพรีเมียมและทางเลือกเพื่อสุขภาพ เช่น ซีรีส์ MAMA OK (Oriental Kitchen)
ในระดับประเทศ TFMAMA เผชิญกับการแข่งขันจาก “ไวไว” และ “ยำยำ” (อายิโนะโมะโต๊ะ) ส่วนในระดับโลกต้องแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง Nissin (ซึ่งถือหุ้นใน TFMAMA 17%) และ Nongshim จุดเด่นที่ทำให้ TFMAMA เหนือกว่าคือ เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งในไทย และอัตรากำไรสุทธิที่สูงโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว
ตำแหน่งทางการแข่งขัน: เจ้าแห่งความได้เปรียบด้านขนาด (Scale Master)
หากวิเคราะห์ด้วย Five Forces ของ Porter อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีความน่าสนใจในระดับปานกลางแต่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barriers to entry) ที่สูงมาก
TFMAMA ใช้กลยุทธ์ ผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) ขนาดธุรกิจที่มหึมาทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมาก และการผลิตบรรจุภัณฑ์เองช่วยให้รักษาอัตรากำไรได้สูงกว่าคู่แข่ง
ในขณะเดียวกัน บริษัทยังประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์ สร้างความแตกต่าง (Differentiation) ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ “MAMA OK” เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และตลาดพรีเมียม
แม้การแข่งขันในอุตสาหกรรมจะรุนแรง แต่ส่วนแบ่งการตลาดที่ครองเมืองทำให้ TFMAMA มีสถานะเป็น “ผู้กำหนดราคา” (Price Maker) โอกาสที่รายใหม่จะเข้ามาแข่งขันนั้นต่ำมาก เนื่องจากต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการสร้างฐานการผลิตและกระจายสินค้า แม้อำนาจต่อรองของผู้ซื้อจะสูง (เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven) แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์ “มาม่า” ก็ทำให้เป็นสินค้าที่ “ต้องมี” บนชั้นวาง
ข้อจำกัดในการเติบโต: การประเมินตามความเป็นจริง
สำหรับนักลงทุน คำถามไม่ใช่ “TFMAMA จะรอดไหม?” เพราะรอดแน่นอน แต่คือ “จะเติบโตและรุ่งเรืองต่อไปได้แค่ไหน?” โดยเราวิเคราะห์ข้อจำกัดสำคัญ 4 ประการ:
1. ด้านการตลาด (ข้อจำกัดหลัก): ตลาดในประเทศไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ด้วยส่วนแบ่งตลาด 50-60% การหาลูกค้าใหม่ในประเทศทำได้ยาก การเติบโตจึงต้องพึ่งพาการขยายตลาดต่างประเทศหรือการขายสินค้าที่ราคาสูงขึ้น (Premiumization)
2. ด้านการปฏิบัติการ (ระดับปานกลาง): การขยายฐานการผลิตข้ามทวีป (ฮังการี เมียนมา) นำมาซึ่งความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน
3. ด้านบุคลากร (ผลกระทบน้อย): บริษัทได้รับการสนับสนุนจากเครือสหพัฒน์ หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มั่นคงที่สุดในไทย พร้อมด้วยทีมบริหารที่เปี่ยมประสบการณ์
4. ด้านเงินทุน (ผลกระทบน้อย): ด้วยสถานะทางการเงินที่มีเงินสดสุทธิและมีเงินสดรวมเงินลงทุนระยะสั้นกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท (ณ ไตรมาส 3/2568) เงินทุนจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ความท้าทายคือการเฟ้นหาโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำเงินไปลงทุน
การเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งในวิถีการกินของคนไทย
ในมุมหนึ่ง TFMAMA คือธุรกิจระดับโลกที่มีเงินสดล้นมือ ทนทานต่อวิกฤต และมีอำนาจกึ่งผูกขาด แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คืออุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่แล้ว อีกทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปังขาวอาจไม่ใช่เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ สภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นที่ต่ำก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อ TFMAMA? และหุ้นตัวนี้เหมาะที่จะอยู่ในพอร์ตการลงทุนของคุณหรือไม่?





