ความหมายของคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) และเหตุผลที่เรากำหนดเกณฑ์ไว้ที่ระดับ 3 ดาวขึ้นไป
หนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเข้าสู่ฐานข้อมูลของเราคือ หุ้นนั้นต้องได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป และนี่คือความหมายรวมถึงหลักการทำงานของเกณฑ์ดังกล่าว
Click here to read this article in English.
หากคุณได้ติดตามรายงานของเราบน Settrade คุณจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งคือทุกๆ บริษัทที่อยู่ใน Uncovered Thai Stocks ของเรา ล้วนได้รับการจัดอันดับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) อย่างน้อย 3 ดาว
CGR คือโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนประจำปีที่ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 25 ปี
โครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report for Thai Listed Companies: CGR) เป็นการประเมินประจำปีที่จัดทำโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
โครงการฯ จะประเมินบริษัทจดทะเบียนโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์จากหลักการกำกับดูแลกิจการของ OECD (Principles of Corporate Governance) และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ของประเทศไทย ในการประเมินรอบล่าสุดของปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนเข้ารับการประเมินทั้งหมด 844 แห่ง ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณา 173 ข้อ
สำหรับนักลงทุนแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นมาตรวัดที่มีมาตรฐานและได้รับการประเมินอย่างเป็นอิสระ เพื่อช่วยบ่งชี้ว่าบริษัทนั้นๆ มีการบริหารจัดการและการกำกับดูแลที่ดีเพียงใด โดยบริษัทจะได้รับการจัดอันดับตั้งแต่ ไม่มีสัญลักษณ์ จนถึง 5 ดาว ตามคะแนนที่ทำได้
ผลการประเมินจะออกมาในรูปแบบของคะแนนร้อยละ ซึ่งจะถูกแปลงเป็นระดับดาวดังต่อไปนี้
หมวดการประเมินมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีระบบการให้คะแนนมาตรฐานใดที่สมบูรณ์แบบ ระบบจึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมีความแม่นยำ โดยในการปรับปรุงหลักเกณฑ์เมื่อปี 2566 ทาง IOD ได้ปรับโครงสร้างกรอบการประเมินใหม่เป็นหลักเกณฑ์ 4 หมวด ได้แก่
1. สิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน
2. การคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียและการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
3. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส
4. ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
ทั้งนี้ ทาง IOD ไม่ได้เปิดเผยน้ำหนักคะแนนของโครงสร้าง 4 หมวดใหม่นี้สู่สาธารณะ แต่ในแต่ละหมวดจะมีการใช้เกณฑ์การให้คะแนนร่วมกันทั้งจาก ข้อคำถามหลัก ข้อคำถามที่ให้คะแนนพิเศษ และข้อที่ถูกหักคะแนน เพื่อคำนวณออกมาเป็นคะแนนร้อยละ
การไม่เปิดเผยวิธีการประเมินทั้งหมดสู่สาธารณะถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะอาจทำให้บริษัทต่างๆ พยายามหาช่องโหว่เพื่อ “ปั่นคะแนน” ได้
IOD ขยายการเปิดเผยผลประเมินครอบคลุมทุกระดับคะแนนในปี 2568
ในอดีต IOD จะเปิดเผยเฉพาะรายชื่อบริษัทที่ได้คะแนนระดับ 3 ดาว (ดี) ขึ้นไปเท่านั้น หากบริษัทใดได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ผลการประเมินจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ
แต่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา IOD ได้ประกาศว่าจะเปิดเผยผลการประเมินของทั้ง 6 กลุ่ม ทุกบริษัทจะได้รับการเปิดเผยระดับคะแนนต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นระดับ 5 ดาว หรือกลุ่มที่ไม่ได้สัญลักษณ์ใดๆ นี่ถือเป็นการก้าวสู่ความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพรวมด้านการกำกับดูแลกิจการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เราใช้คะแนน CGR เป็นตัวกรองความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการ
สำหรับหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ เรากำหนดให้หุ้นที่จะเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลของเราซึ่งมีอยู่ประมาณ 250 ตัว ต้องมีคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ระดับ 3 ดาวขึ้นไปเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานขั้นต่ำ บริษัทระดับ 3 ดาว (คะแนน 70-79%) อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบและยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกมาก แต่ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์พื้นฐานด้านการคุ้มครองผู้ถือหุ้น ความโปร่งใส และการกำกับดูแลของคณะกรรมการ
ในกลุ่มหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ซึ่งบริษัทหลายแห่งเป็นขนาดเล็กหรือขนาดกลางมักมีการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้น ความเป็นอิสระของคณะกรรมการมีจำกัด หรือแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่งนัก เกณฑ์พื้นฐานนี้จึงมีความสำคัญมาก ตัวกรองคะแนน CGR นี้จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงกรณีที่เลวร้ายที่สุดได้
ระดับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) เปลี่ยนแปลงได้ และเป็นสิ่งที่ควรจับตามอง
ระดับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการ CGR ไม่ได้คงที่ บริษัทต่างๆ อาจมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อเทียบปีต่อปี และการเคลื่อนไหวเหล่านั้นสามารถบอกอะไรบางอย่างกับเราได้
ตัวอย่างเช่น บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ ROCTEC ซึ่งปัจจุบันอยู่ใน 50 อันดับแรกของเรา ROCTEC สามารถก้าวกระโดดจากระดับ 3 ดาวขึ้นมาเป็น 5 ดาวได้ภายในปีเดียว แม้เราจะไม่ได้นำเรื่องพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการมาเป็นปัจจัยในโมเดลเชิงปริมาณ (Quantitative model) ของเรา แต่นี่ก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกว่าบริษัทกำลังลงทุนเพื่อยกระดับแนวปฏิบัติให้ดีขึ้น
ในทางกลับกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บริษัทใดที่คะแนนร่วงลงไปต่ำกว่า 3 ดาว จะถูกถอดออกจากฐานข้อมูลของเราทันที ไม่ว่าตัวเลขทางการเงินจะดูแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม
ตัวกรองคะแนน CGR ช่วยให้เราเริ่มต้นค้นหาในจุดที่ถูกต้อง
ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวกรองคะแนน CGR ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง
สิ่งนี้ไม่อาจนำมาใช้แทนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) ได้ และไม่ได้แปลว่าบริษัทระดับ 5 ดาวทุกแห่งจะเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม หรือบริษัทระดับ 3 ดาวทุกแห่งจะมีความเสี่ยงเสมอไป
แต่มันควรจะช่วยคัดกรองเราออกจากบริษัทที่ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการอาจเข้ามาทำลายมูลค่าของธุรกิจได้
เป้าหมายสูงสุดของหุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์คือการค้นหา “หุ้นเพชรเม็ดงาม” (Hidden gems) ในตลาดหุ้นไทยที่มูลค่าสามารถเติบโตเป็นทวีคูณได้ และตัวกรองคะแนน CGR ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเรากำลังเริ่มต้นค้นหาในกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง

