Click here to read this article in English
“ปัญหาหลักของนักลงทุน หรือแม้กระทั่งศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเขาเอง ก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ” — Benjamin Graham
นักลงทุนทุกคนมักเชื่อว่าตนเองตัดสินใจด้วยเหตุผล จนกระทั่งตัวเลขพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด คุณอาจซื้อหุ้นเพราะบทวิเคราะห์ดูสมเหตุสมผล แต่เมื่อราคาร่วงลง 30% และเหตุผลเดิมในการถือหุ้นตัวนั้นไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไป คุณกลับยังคงทนถือมันไว้ เพราะการขายทิ้งหมายถึงการต้องยอมรับว่าคุณคิดผิด ในจุดนี้ จิตวิทยาได้เข้ามาอยู่เหนือการวิเคราะห์เสียแล้ว และเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้กับนักลงทุนทุกคน
การเงินเชิงพฤติกรรม คือศาสตร์ที่ศึกษารูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นทางลัดของความคิดหรือการตอบสนองทางอารมณ์ที่มักเบี่ยงเบนการตัดสินใจของคุณให้ออกห่างจากข้อเท็จจริงโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว การตระหนักรู้ถึงอคติเหล่านี้ในตัวเอง คือปราการด่านแรก และมักจะเป็นวิธีป้องกันเพียงวิธีเดียวที่คุณมีในการรับมือกับมัน
Uncovered Thai Stocks จะพาคุณไปเจาะลึกอคติ 5 ประการ พร้อมเสนอวิธีรับมือกับสิ่งเหล่านี้
อคติจากการยึดติด: การยึดติดกับราคาในอดีต
อคติจากการยึดติดเกิดขึ้นเมื่อตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เช่น ต้นทุนที่ซื้อ ราคาที่เคยทำจุดสูงสุดในอดีต หรือราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์ ได้กลายมาเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตัดสินใจ แม้ว่าข้อเท็จจริงเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม สมมติว่าหุ้นที่คุณซื้อมาในราคา 50 บาท ปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ 30 บาท พร้อมกับปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอกว่าตอนที่ซื้อ ทว่าราคา 50 บาทกลับกลายเป็นเกณฑ์ที่ฝังอยู่ในหัว คุณจึงเลือกที่จะทนถือสถานะการลงทุนนั้นไว้ด้วยความหวังที่จะได้ทุนคืนแทนที่จะประเมินตัดสินจากสถานะความเป็นจริงของบริษัทในปัจจุบัน
จุดสังเกตของอคตินี้คือการที่คุณยังคงเปรียบเทียบตัวเลขในหัวกับราคาที่ตลาดไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไปแล้ว อคติจากการยึดติดนั้นฝังรากลึกอย่างมาก แม้บางงานวิจัยจะพบว่าผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีทักษะการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่งจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งผู้พิพากษาในศาลก็ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอคตินี้ในขณะพิจารณาตัดสินคดี
หากคุณจำเป็นต้องยึดติดกับสิ่งใดสักอย่าง จงยึดติดกับมูลค่าไม่ใช่ราคา นี่คือหนึ่งในวิธีรับมือกับอคติดังกล่าว ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการบังคับตัวเองให้ต้องเลือกว่าจะขายทิ้งหรือซื้อเพิ่มโดยการไม่ทำอะไรเลยหรือถือไว้เฉยๆ ไม่ควรเป็นทางเลือกของคุณ
อคติการเลือกรับข้อมูล: การมองข้ามข่าวร้าย
อคติการเลือกรับข้อมูล มักแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมที่ชอบแสวงหาแต่ข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อที่ตนเองมีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็พร้อมจะมองข้ามหรือปัดตกสิ่งใดก็ตามที่ขัดแย้งกับความเชื่อนั้น
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่ปักใจเชื่อไปแล้วว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น มักจะให้ความสนใจอย่างมากกับบทวิเคราะห์ที่มองในเชิงบวก แต่กลับแทบไม่ใส่ใจข่าวสารเกี่ยวกับคู่แข่งที่อาจเข้ามาคุกคามธุรกิจของบริษัทเลย กลายเป็นว่า ตัวกรองทางจิตวิทยาเป็นสิ่งกำหนดว่าเราจะรับรู้ข่าวสารใดบ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
แนวทางปฏิบัติที่ดีในการรับมือกับเรื่องนี้คือการลองสวมบทบาทเป็นผู้ท้าทายความคิด เพื่อโต้แย้งความเชื่อของตัวคุณเอง หรือขอให้ใครสักคนช่วยตั้งคำถามท้าทายไอเดียการลงทุนนั้นอย่างตรงไปตรงมา หากช่วงที่ผ่านมาไม่มีใคร แม้กระทั่งตัวคุณเอง ตั้งคำถามท้าทายความเชื่อนั้นเลย นั่นไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณคิดถูก แต่มันอาจหมายถึงจุดบอดที่ซ่อนอยู่และคุณกำลังมองพลาดไปต่างหาก
อคติการให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุด: การทึกทักว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไป
อคติการให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดคือแนวโน้มที่เรามักคาดหวังว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ โดยการนำข้อมูลชุดล่าสุดมาตัดสินราวกับว่ามันคือภาพรวมทั้งหมด สมองของมนุษย์ถูกสร้างมาให้ดึงความทรงจำระยะสั้นออกมาใช้ได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้เรารู้สึกไปเองว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความสำคัญหรือส่งผลกระทบมากกว่าความเป็นจริง
ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งติดต่อกันถึงสองปี มักจะตามมาด้วยการคาดการณ์อย่างมั่นใจว่าตลาดขาขึ้นจะดำเนินต่อไปเพียงเพราะสองปีที่ผ่านมามันเป็นเช่นนั้น อคตินี้ยังส่งผลในทางกลับกันด้วย กล่าวคือ หลังจากการปรับตัวลงอย่างหนัก นักลงทุนก็มักจะทึกทักเอาว่าความสูญเสียจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป และเลือกที่จะยืนดูอยู่รอบนอกแม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงมาจนถูกมากแล้วก็ตาม
อุปนิสัยหนึ่งที่มีประโยชน์คือการลองกลับไปตรวจสอบดูว่า มีโอกาสน้อยเพียงใดที่หุ้นผลตอบแทนสูงสุดของปีที่แล้วจะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ในปีถัดมา ก่อนที่คุณจะปักใจเชื่อว่าแนวโน้มนั้นจะคงอยู่ตลอดไป งานวิจัยโดย De Bondt and Thaler (1985) พบว่า หุ้นที่เพิ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา มักจะมีผลการดำเนินงานที่แย่กว่าตลาด ในเวลาต่อมา ในขณะที่หุ้นที่เพิ่งขาดทุนหนัก มักจะกลับมาทำผลงานได้ดีกว่าตลาดในที่สุด
เมื่อต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในอนาคต จงอย่าใช้เมื่อวานเป็นจุดอ้างอิงเพียงจุดเดียวของคุณ
อคติความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป: อันตรายของความสำเร็จที่ต่อเนื่อง
ผลการลงทุนที่ดีติดต่อกันมักเป็นตัวบ่มเพาะให้เกิดอคติความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป นั่นคือการประเมินความรู้ ทักษะ หรือความสามารถของตนเองในการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปไว้สูงกว่าความเป็นจริง
งานวิจัยของ Barber และ Odean (2000) พบว่า นักลงทุนที่มีความมั่นใจมากเกินไปมักจะเทรดบ่อยขึ้นและมีการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนน้อยลง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่แย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น
สัญญาณเตือนมักจะปรากฏให้เห็นหลังจากช่วงที่คุณกำลังมือขึ้นหรือทำผลงานได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการเทรดที่ถี่ขึ้น การเพิ่มขนาดการลงทุนที่ใหญ่ขึ้น และการค้นคว้าข้อมูลที่น้อยลง โดยพฤติกรรมทั้งหมดนี้มักถูกนำมาอ้างความชอบธรรมจากความสำเร็จที่เพิ่งผ่านมา แทนที่จะอิงจากกระบวนการลงทุนที่รัดกุม วิธีรับมือกับเรื่องนี้เริ่มต้นจากการยอมรับว่า ความมั่นใจมากเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน จากนั้นจงตั้งคำถามกับความเชื่อมั่นของตัวคุณเอง แทนที่จะทึกทักเอาเองว่าคุณมีความรู้มากพอแล้ว
มันเป็นเรื่องยากมากที่จะรักษาจุดสูงสุดเอาไว้ได้หากปราศจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่คุณจะเผลอคิดไปเองว่า คุณจับทางตลาดได้หมดแล้ว
พฤติกรรมแห่ตามกลุ่ม: อุ่นใจเมื่อทำตาม แม้ว่าพวกเขาจะคิดผิดก็ตาม
พฤติกรรมแห่ตามกลุ่ม เกิดขึ้นเมื่อความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของหุ้น ถูกนำมาใช้แทนการวิเคราะห์ด้วยตนเอง และการตัดสินใจซื้อเกิดจากการแห่ตามฝูงชนแทนที่จะประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน ดังที่ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เคยกล่าวไว้ว่า “สำหรับการรักษาชื่อเสียงแล้ว การล้มเหลวไปพร้อมกับคนหมู่มาก ย่อมดีกว่าการประสบความสำเร็จด้วยวิธีที่แหวกแนว” พฤติกรรมนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอาการกลัวตกรถ ซึ่งเราได้เจาะลึกเนื้อหาส่วนนี้ไว้แล้วในบทความ FOMO: ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในใจนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมแห่ตามกลุ่มไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดเสมอไป การลงทุนตามแนวโน้มก็สามารถสร้างกำไรได้ และการเป็นนักลงทุนสายสวนกระแสก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยกว่าเสมอไป เพราะบ่อยครั้งที่มวลชนอาจวิ่งไปในทิศทางที่ผิดเป็นเวลานานแสนนานก่อนที่ทิศทางตลาดจะกลับตัว
ลองจินตนาการถึงหุ้นสักตัวที่ใครๆ ก็พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่กำลังเป็นกระแส มีนักลงทุนถือครองกันอย่างแพร่หลาย และถูกหยิบยกมาสนทนาอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่การเป็นที่ประจักษ์ในสายตาคนหมู่มากนี้เอง ก็กลายมาเป็นเหตุผลในการเข้าซื้อ โดยที่คุณยังไม่ได้สร้างมุมมองเพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้นด้วยตัวเองเลย วิธีรับมือคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณจะยังคงสนใจหุ้นตัวนี้อยู่หรือไม่ หากไม่มีใครพูดถึงมันเลย และการตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้มีเหตุผลรองรับเป็นของตัวเอง หรือคุณเพียงแค่หยิบยืมเหตุผลของฝูงชนมาใช้กันแน่
การอยู่กับความเป็นจริง
อคติเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มักจะส่งผลกระทบเชื่อมโยงถึงกัน และเมื่อรวมกันแล้วมันอาจเปลี่ยนการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยให้กลายเป็นการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล การจับสังเกตอคติเหล่านี้จะยิ่งทำได้ยากขึ้นเมื่อเป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์รองรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นจุดที่ข้อมูลงานวิจัยและมุมมองฉันทามติของนักวิเคราะห์มีอยู่อย่างจำกัดหรือแทบไม่มีเลย
แนวทางที่เน้นความมีวินัยและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอาจไม่สามารถขจัดอคติให้หมดไปได้ แต่มันจะช่วยสร้างรากฐานการใช้เหตุผลที่หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าการพึ่งพาสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว และนั่นคือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง FVMR® ซึ่งเป็นกรอบการทำงานของเราในการประเมินหุ้นจาก ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) การประเมินมูลค่า (Valuation) แนวโน้ม (Momentum) และความเสี่ยง (Risk) โดยคุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ รายการตรวจสอบการคัดเลือกหุ้นของ A. Stotz


