Click here to read this article in English.
ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว
ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังขยายตัวในสองมิติหลัก ในมิติภายในประเทศ ไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักประชากรศาสตร์เรียกว่า สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นับจากสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 20% ของประชากรทั้งหมด
นอกจากนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ – NESDC) ยังคาดการณ์ด้วยว่า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2033 ซึ่งเป็นจุดที่สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงถึง 28% หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ครองสัดส่วนสาเหตุการเสียชีวิตไปแล้วกว่า 76% ทั่วประเทศ ซึ่งการมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงความจำเป็นในการรับมือและบริหารจัดการกับโรคเรื้อรังเหล่านี้ที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
การยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้วางกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การขยายระยะเวลาวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมมากกว่า 1 ปี การอนุญาตให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดตั้งศูนย์วิจัยและนวัตกรรมของตนเองได้ ตลอดจนการสร้างแพลตฟอร์มประกันสุขภาพระหว่างประเทศแบบรวมศูนย์
ทางด้านวิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม Wellness ของไทยจะสามารถสร้างรายได้สูงถึง 7.6 แสนล้านบาทภายในปี 2027 ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าระดับในปี 2023 ถึงกว่า 2 เท่า ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผู้ประกอบการโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกของไทยอย่าง บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และ บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) พบว่าปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติสูงถึง 31% และ 66% ตามลำดับ
โอกาสที่อาจซ่อนอยู่
ทั้งประเด็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุของไทยและความมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพต่างต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือ เตียงรองรับผู้ป่วย ขีดความสามารถในการตรวจวินิจฉัย และบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง ความจำเป็นเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน และนี่คือจุดที่โอกาสการลงทุนซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือ 4 หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ที่อยู่นอกเหนือจากหุ้นขนาดใหญ่ 2 ตัวที่ได้กล่าวไปแล้ว
บริษัท เคที เมดิคอล เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (KTMS) อันดับ 8 จาก 300 หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ KTMS ดำเนินธุรกิจศูนย์ให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทั่วประเทศไทย รวมถึงมีธุรกิจรับติดตั้งระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์และเครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดย่อมลงมา
บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) (WPH) อันดับ 11 จาก 300 หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ WPH ดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชน 3 แห่งตลอดแนวชายฝั่งท่องเที่ยวทางภาคใต้ของไทย ได้แก่ โรงพยาบาลหลักในจังหวัดตรัง รวมถึงสาขาในกระบี่และสมุย โดยให้บริการการรักษาเฉพาะทางตั้งแต่แผนกต่อมไร้ท่อและการฟอกไต ไปจนถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟู และบริการทันตกรรม (สามารถรับชมบทสัมภาษณ์ Business DNA ของเรากับคุณเชน เหล่าสุนทร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน)
บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) (RPH) อันดับ 33 จาก 300 หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ เป็นที่รู้จักในท้องถิ่นในฐานะ ‘’โรงพยาบาลที่มีสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา’’ RPH เป็นโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดขอนแก่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI และ Global Healthcare Accreditation โดยให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่หลากหลาย
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) (SKR) อันดับ 34 จาก 300 หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ SKR ดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชน 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลหลักที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ในย่านบางนา กรุงเทพฯ พร้อมด้วยสาขาในสมุทรปราการ และสาขาหาดใหญ่ทางภาคใต้
เมื่อมองภาพรวมทั้ง 4 บริษัทนี้มีการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายศูนย์ฟอกไตระดับประเทศ ไปจนถึงกลุ่มโรงพยาบาลระดับภูมิภาคที่เป็นเสาหลักในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร
ข้อจำกัดในการเติบโต
ระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 2,000 คน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 1 คนต่อประชากร 1,000 คนอย่างมาก
ช่องว่างดังกล่าวยิ่งกว้างขึ้นอย่างชัดเจนในพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร โดยในกรุงเทพฯ มีบุคลากรทางการแพทย์อย่างเพียงพอด้วยสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 462 คน แต่กลับขาดแคลนอย่างหนักในต่างจังหวัด ซึ่งสัดส่วนลดลงไปอยู่ที่แพทย์ 1 คนต่อประชากรถึง 5,000 คนในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดบึงกาฬ
ดังนั้น แม้ว่ากลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ จะเดินหน้าลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ แต่ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดความเร็วในการนำขีดความสามารถใหม่ๆ เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ยังคงอยู่นอกเรดาร์การลงทุน...ในเวลานี้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงความมุ่งมั่นในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง ทว่าหุ้นขนาดใหญ่กลับดึงดูดความสนใจจากบรรดานักวิเคราะห์ไปเกือบทั้งหมดเมื่อพูดถึงประเด็นเหล่านี้ สิ่งที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่ามากคือโอกาสที่ซ่อนอยู่นอกเหนือจากกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ นั่นคือกลุ่มผู้ประกอบการระดับภูมิภาคที่ต้องรองรับกลุ่มประชากรสูงวัยและรับมือกับภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
KTMS WPH RPH และ SKR ต่างมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกไตในประเทศที่ปัจจุบันมีประชากรวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังถึงราว 18% โรงพยาบาลระดับจังหวัดทางภาคใต้ที่ให้บริการมาอย่างยาวนาน ผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจนถึงกลุ่มโรงพยาบาลในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร
นอกเหนือจากการเป็นกลุ่มบริษัทที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเชิงโครงสร้างเหล่านี้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือหุ้นเหล่านี้ยังคงเป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ และนี่คือเป้าหมายหลักของรายงาน หุ้นไทยที่ไม่มีบทวิเคราะห์ (Uncovered Thai Stocks) ของเรา นั่นคือการเฟ้นหาหุ้นที่น่าสนใจก่อนที่นักวิเคราะห์จะเริ่มเข้าไปศึกษาและจัดทำบทวิเคราะห์ นอกจากนี้ เรายังหวังว่ารายงานนี้จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้นักวิเคราะห์ได้ค้นพบไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพื่อนำไปต่อยอดในงานวิเคราะห์ของตนเองต่อไป


