สรุปภาพรวมหุ้นไทยด้วย FVMR | กรกฎาคม 2026
สรุปภาพรวมหุ้นไทยด้วย FVMR: ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายระดับ PE คาดการณ์สิ้นปี 2026 ที่ 18.9 เท่า โดยมี ROE อยู่ที่ 11.9% ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกที่ 18.6%
Click here to read this article in English.
ท่ามกลางข้อมูลที่ล้นหลาม กรอบการทำงาน FVMR จะช่วยคุณคัดกรองแทนที่จะหวั่นไหวไปตามตามกระแสข่าว กรอบการวิเคราะห์นี้มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยสำคัญได้แก่ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ราคาที่จ่ายเพื่อแลกกับกำไรนั้น แนวโน้มที่กำลังมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องและความเสี่ยงของตลาด นักลงทุนส่วนใหญ่มักโฟกัสแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่กรอบการทำงาน FVMR จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมได้อย่างครบถ้วน
ทุกๆ สัปดาห์ A. Stotz Investment Research จะอัปเดตรายงานภาพรวมตลาดหุ้นไทยด้วยกรอบ FVMR และนี่คือข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026
รายงานสรุปภาพรวมหุ้นไทย (Thailand Equity FVMR Snapshot) ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดย A. Stotz Investment Research โดยอ้างอิงข้อมูลจาก LSEG ข้อมูลตัวเลขสิ้นปี (YE) ทั้งหมดอ้างอิงจากตัวเลขคาดการณ์ของตลาด ยกเว้นเพียงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (gearing) เท่านั้น
ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals)
คาดการณ์ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจะมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สิ้นปี 2026 (YE26) อยู่ที่ 11.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 18.6% ช่องว่างดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสัดส่วนองค์ประกอบของตลาด เนื่องจากตลาดมีน้ำหนักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ โดยกลุ่มพลังงาน (Energy) การเงิน (Financials) และสาธารณูปโภค (Utilities) มีสัดส่วนรวมกันถึงประมาณ 34% ของตลาดไทย และทั้งสามกลุ่มนี้มีอัตรา ROE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยอยู่ที่ 11.3% 8.7% และ 10.1% ตามลำดับ
อัตราการจ่ายเงินปันผล (DPR) ของไทยอยู่ที่ 62.0% ซึ่งสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลกที่ 31.5% ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทที่มั่นคงและเน้นสร้างรายได้จากปันผลมากกว่าจะเป็นบริษัทที่เน้นการเติบโตสูง ซึ่งมักจะนำกำไรไปลงทุนต่อเพื่อขยายกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริการสื่อสาร (Communication Services) เป็นผู้นำด้าน ROE ในตลาดที่ระดับ 52.4% และยังครองแชมป์สัดส่วนการจ่ายปันผลสูงสุดที่ 87.0%
การประเมินมูลค่า (Valuation)
ตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขาย PE คาดการณ์สิ้นปี 2026 (YE26) ที่ 18.9 เท่า และมีอัตราส่วน PB ที่ 2.2 เท่า โดยระดับ PE นั้นถือว่าใกล้เคียงกับภาพรวมของโลกที่ 19.2 เท่า แต่มีระดับ PB ที่ซื้อขายกันแบบมีส่วนลดอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับตลาดโลกที่ 3.6 เท่า ซึ่งส่วนลดของ PB นี้ถือเป็นคำตัดสินของตลาดที่มีต่อความสามารถในการทำกำไรของหุ้นไทย กล่าวคืออัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าย่อมทำให้นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายในราคาที่ถูกลง
กลุ่มพลังงาน (Energy) เป็นกลุ่มที่มีการประเมินมูลค่าถูกที่สุดในตลาดด้วยอัตรา PE เพียง 8.8 เท่า ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มีราคาแพงที่สุดด้วย PE สูงถึง 99.5 เท่า ตามมาด้วยกลุ่มอุตสาหการ(Industrials) ที่ 47.5 เท่า ทั้งนี้ ระดับ PE ที่พุ่งสูงถึง 99.5 เท่าของกลุ่มเทคโนโลยีฯ นั้น ได้รับอิทธิพลอย่างมหาศาลจากหุ้น Delta Electronics (DELTA) ซึ่งเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดใหญ่ที่สุดของไทย โดยราคาหุ้นได้ปรับตัวทะยานขึ้นถึง 165% ในช่วงปีที่ผ่านมา จากกระแสความคาดหวังเชิงบวกต่อเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้มูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทวิ่งนำหน้าผลกำไรในปัจจุบันไปไกลมาก
โมเมนตัม (Momentum)
ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับสิ้นปี 2026 (YE26) อยู่ที่ 10.1% ซึ่งยังคงตามหลังค่าเฉลี่ยของโลกที่ 28.0% อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมด้านราคากลับบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 48.8% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกที่ 22.8% อย่างชัดเจน สิ่งนี้เป็นการยืนยันว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการประเมินมูลค่าและปรับฐานราคาใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหการ (Industrials) และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ถือเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดได้อย่างโดดเด่นที่สุด โดยราคาหุ้นปรับตัวพุ่งสูงขึ้นในรอบ 1 ปีถึง 112.4% และ 186.6% ตามลำดับ
ความเสี่ยง (Risk)
อัตราส่วนหนี้สิน (Gearing) อยู่ในระดับสูงถึง 92.7% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 52.1% ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ควรเฝ้าระวังและให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาประกอบกับระดับความสามารถในการทำกำไรของตลาดที่ยังไม่สูงมากนัก ความผันผวนของราคาในรอบ 3 เดือนอยู่ในระดับปานกลางที่ 12.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.9% เพียงเล็กน้อย ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าการปรับตัวพุ่งขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและเป็นระเบียบ ทั้งนี้ กลุ่มการแพทย์ (Health Care) เป็นกลุ่มที่มีความผันผวนน้อยที่สุดที่ระดับ 13.4% ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เป็นกลุ่มที่มีความผันผวนสูงที่สุดในตลาดถึง 34.9%


